ประวัติ Jurgen Klopp ยอดผู้จัดการทีมของยุคสมัยใหม่กับสไตล์การทำทีมแบบเฮฟวี่ เมทัล

เขาคือหนึ่งในสุดยอดผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดของยุค เขามีสไตล์การทำทีมเป็นของตัวเอง ชายผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแพชชั่น ไม่มีใครไม่รู้จักเขา The Normal One เจอร์เก้น คล็อปป์

เส้นทางนักเตะ

เจอร์เก้น คล็อปป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 1967 ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ประเทศเยอรมัน สมัยเป็นนักเตะเขาได้ค้าแข้งให้กับ ไมนซ์ 05 แบบ วันแมนคลับ อดีตกองหน้าไมนซ์ ซัดไปถึง 52 ประตู จากการลงเล่น 337 นัดในทุกรายการ ก่อนจะแขวนสตั๊ดในวัย 34 ปี ปิดฉากการค้าแข้ง 11 ปีเต็มกับไมนซ์ 05

จุดเริ่มต้นการเป็นผู้จัดการทีม

หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ดได้ไม่นาน ไมนซ์ 05 ได้ยื่นข้อเสนอให้กับอดีตนักเตะอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมบังเหียนของทีม โดยเขาใช้เวลาเพียง 3 ปีก็สามารถพาไมนซ์ เลื่อนขึ้นจากลีกรองของเยอรมันสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้สำเร็จ สิ้นสุดการรอคอย 41 ปี ของสโมสร จากนั้นในปี 2008 เป็น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กระชากตัวกุนซือสายเฮฟวี่ จากไมนซ์ 05 ปิดฉากการคุมทีมตลอด 7 ปี

เส้นทางสู่ยอดกุนซือ

การย้ายมาคุมทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ใน ปี 2008 คือแรงกดดันมาศาล โดยความคาดหวังของเหล่าแฟนบอล ที่ต่างสงสัยในตัวของ Jurgen Klopp เพราะในขณะนั้นเขาไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมาก แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ไม่ทำให้เหล่าแฟนบอล เสือเหลืองผิดหวัง เขาวางระบบโครงสร้างใหม่ ด้วยการดึงนักเตะพลังหนุ่มเข้ามาเสริมทัพ ในการมาคุมทีมฤดูกาลแรก สามารถพาทีมคว้าแชมป์ เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ โดยการเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไป 2-1 เปิดตัวได้อย่างสวยงามกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่การแข่งขันครั้งดังกล่าวไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเขาพาทีมคว้าแชมป์ จากนั้นเขาใช้เวลา 2 ปี ปรับสไตล์การเล่นของทีม ด้วยการเพลสซิ่งสูง แบบฉบับ เกเก็นเพลสซิ่ง และปรับเกมรุกตามปรัชญาของ คล็อปป์ แบบเฮฟวี่ เมทัล คือการบุกไม่ให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวได้ จนพาทัพเสือเหลืองเถลิงแชมป์ บุนเดสลีกา มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ความสุดยอดของยอดกุนซือสายเฮฟวี่ ยังไม่หมดแค่นี้ เขาสามารถพา ดอร์ทมุนด์ คว้าดัมเบิ้ลแชมป์ โดยการป้องกันแชมป์ บุนเดสลีกา และคว้าแชมป์บอลถ้วยอย่าง เดเอฟเบ โพคาล ด้วยการถล่ม บาเยิร์น มิวนิค ไป 5-2 ครองความยิ่งใหญ่ของลีกเยอรมันในฤดูกาล 2011-2012 ถัดมาอีกหนึ่งฤดูกาล เจอร์เก้น คล็อปป์ เกือบพาโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์สร้างประวัติศาสตร์ โดยการเข้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ของยุโรป อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พบกับคู่ปรับร่วมลีกอย่าง เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ก่อนที่จะเป็น เสือใต้ มาได้ประตูชัยในนาทีที่ 89 จบเกม ดอร์ทมุนด์แพ้ 1-2 คว้ารองแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย จากนั้น 2 ฤดูกาล เจอร์เก้น คล็อปป์ ประกาศอำลาถิ่น ซิกนัล อิดูนา พาร์ค ปิดตำนานผู้จัดการทีมกับดอร์ทมุนด์ไว้เพียงเท่านี้

ความท้าทายครั้งใหม่กับลิเวอร์พูล

เดือนตุลา ปี 2015 ทัพหงส์แดง ประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวผู้จัดการทีมสายเฮฟวี่ เมทัล เข้ามาคุมบังเหียน แทนที่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การมาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในงานเปิดตัว ได้ประกาศไว้ว่า เขาก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง The normal one เขาเข้ามาสร้างรากฐานให้ลิเวอร์พูล และทำให้ทีมเข้ากับปรัชญาการเล่นฟุตบอลของตัวเขาเอง ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีมจบอันดับ 8 ของตาราง ฤดูกาล 2016-2017 การได้ตัวผู้เล่นที่ คล็อปป์ ต้องการและปล่อยผู้เล่นส่วนเกินออกจากทีม ผู้เล่นใหม่ที่เข้ามาสามารถเติมเต็มให้กับทีมลงตัวมากขึ้น แต่ยังมีข้อผิดพลาดในเกมรับ ทำให้ทีมเสียประตูง่ายจนเกินไป แต่ยังประคบให้จบอันดับ 4 ของตาราง ได้สิทธ์โคตวต้า ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกตามเป้าหมายที่ คล็อปป์ ตั้งไว้ ฤดูกาล 2017-2018 เจอร์เก้น คล็อปป์ ผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ โดยการกระชากตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ค่าตัวเป็นสถิติสโมสรในขณะนั้นจากโรม่า รวมไปถึงการคว้า แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้าสู่ทีม จากนั้นตลาดหน้าหนาวเดือน มากรา ปี 2018 ทัพหงส์แดง ปล่อยตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้กับบาร์เซโลน่า พร้อมกันนี้ คล็อปป์ คว้าตัวแนวรับร่างใหญ่อย่าง เวอร์กิล ฟาน ไดค์ เข้ามาเสริมเกมรับเป็นสถิติโลกของกองหลังในเวลานั้นและตัวของฟาน ไดค์เป็น 1 ในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ เจอร์เก้น คล็อปป์อีกด้วย ในฤดูกาลนี้เขาสามารถพาทีมทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่เขาเองก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง โดยการแพ้ให้กับเรอัล มาดริด ไป 1-3 คว้ารองแชมป์อย่างน่าเสียดาย ส่วนในลีกจบอันดับที่ 4 เหมือนเดิม ฤดูกาล 2018-2019 ทีมเริ่มลงตัวมากขึ้น แต่ต้องเสริมทัพตามจุดที่มีช่องโหว่ โดยการเซ็นสัญญาคว้า 4 ผู้เล่นที่มาเติมเต็มให้กับทีมทั้ง อลีสซง เบ็คเกอร์,นาบี เกอิต้า, เซอร์ดาน ชากิรี และฟาบินโญ่ ผู้เล่นใหม่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกับผู้เล่นชุดเก่า ทำให้ลิเวอร์พูล จบด้วยอันดับ 2 ของลีก ตามหลังแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้แค่เพียงคะแนนเดียว แต่ในถ้วยยุโรป กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็สามารถล้างอาถรรพ์พาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วยการชนะไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไป 2-0 คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาครองเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร

แชมป์พรีเมียร์ลีกที่แฟนบอลลิเวอร์พูลรอคอย

จากนั้นในฤดูกาล 2019-2020 ลิเวอร์พูล ยังคงร้อนแรงสามารถ คว้าแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ จากการนำทัพของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เท่านั้นยังไม่พอ เขายังสามารถพาลิเวอร์พูลครองแชมป์สโมสรโลกเป็นครั้งแรกของสโมสรได้อีก ในส่วนของเกมลีกเขาพาทีม เดินหน้าเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่อง จนคะแนนทิ้งห่างอันดับที่ 2 แบบกระจุยถึง 18 คะแนน พาทัพหงส์แดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่สิ้นสุดการรอคอยของเหล่าแฟนบอลเดอะ ค็อป และ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่สามารถพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก ถ้านับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีกอีกด้วย ถือได้ว่านี้คือปีทองของ บอส JK Jurgen Klopp

ในฤดูกาล 2020-2021 ทัพหงส์แดงของ บอสเจเค อาจจะหลุดฟอร์มไปบ้าง แต่ก็ยังประคองจนจบท็อป 4 ได้สำเร็จ จากนั้นในฤดูกาล 2021-2022 เจอร์เก้น คล็อปป์ เกือบพาลิเวอร์พูลสร้างประวัติหน้าใหม่ โดยการมีลุ้นคว้า 4 แชมป์ในฤดูกาลเดียว โดย คล็อปป์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ และ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ น่าเสียดายอีก 2 แชมป์ใหญ่อย่าง แชมป์พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยแชมป์ลีกต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายก่อนที่จะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ในส่วนของแชมป์ UCL ก็ไปแพ้ให้กับคู่ปรับเก่าอย่างราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด 0-1 คว้ารองแชมป์ไปแบบสุดเจ็บใจ

ล่าสุดก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าตัวดาวยิงอย่าง ดาร์วิน นูเนซ ค่าตัวเป็นสถิติสโมสรสูงถึง 100 ล้านปอนด์และมีเกมการกุศล ศึกคอมมิวนิตี้ชิลด์ พบกับแมนฯ ซิตี้ เป็นทางด้านลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ถ้วยการกุศลมาครองได้สำเร็จทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าแชมป์ทุกถ้วยกับลิเวอร์พูลตลอดระยะเวลา 7 ปีที่คุมทัพหงส์แดง นี้คือสุดยอดกุนซือที่เก่งที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยสไตล์การทำทีมที่บุกสนุกและเพลสซิ่งอย่างบ้าคลั่ง เขาทำให้เหล่าเดอะ ค็อปทั่วโลกมีความสุข ยอดผู้จัดการทีมสายเฮฟวี่ Jurgen Klopp

รางวัลระดับสโมสร

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

บุนเดสลีกา : 2010-11, 2011-12

เดเอฟเบ โพคาล : 2011-12

เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ : 2013, 2014

ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก : 2019-2020

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : 2018-2019

สโมสรโลก : 2019

ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ : 2019

เอฟเอคัพ : 2021-2022

ลีกคัพ : 2021-2022

คอมมิวนิตี้ชิลด์ : 2022

รางวัลส่วนตัว

Deutscher Fernsehpreis : 2006, 2010

German Football Manager of the Year : 2011, 2012, 2019

Premier League Manager of the Season : 2019-20, 2021-2022

LMA Hall of Fame : 2019

LMA Manager of the Year : 2019-2020, 2021-2022

The Best FIFA Men’s Coach : 2019, 2020

IFFHS World’s Best Club Coach : 2019

IFFHS Men’s World Team : 2019

World Soccer Awards World Manager of the Year : 2019

Globe Soccer Awards Best Coach of the Year : 2019

Onze d’Or Coach of the Year : 2019

BBC Sports Personality of the Year Coach Award : 2020

เกร็ดความรู้ ของ Jurgen Klopp

เจอร์เก้น คล็อปป์ บุคลิกภายนอกของชายคนนี้อาจดูรุนแรงไปบ้าง แต่ถ้าใครได้รู้จักในตัวตนของเขาแล้ว จะรู้ได้เลยว่าเขาคือสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง โดยมีเหตุการณ์นัดชิงชนะเลิศหลายๆรายการ แม้ว่าผลการแข่งขันจะออกมาไม่เป็นดั่งใจ แต่บอสเจเค สั่งให้ลูกทีมยืนรอดูการฉลองแชมป์ของผู้ชนะ เพื่อเป็นการให้เกียรติกับทีมที่เป็นแชมป์เปี้ยน เขายังบอกให้ลูกทีมจดจำภาพนี้ไว้แล้วลุกขึ้นสู้ใหม่สักวันเราจะไปยืนตรงนั้น และยังมีเหตุการณ์ที่ คล็อปป์ เดินเลี่ยงที่จะไม่ไปเหยียดตราสัญญาลักษณ์ ของสโมสร เอฟซี ปอร์โต้ ที่ฉลองครบรอบ125 ปี สิ่งที่เราได้เห็นการกระทำในตัวของเจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของทุกวันนี้ โดยการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน มันทำให้เกิดมิตรภาพที่ดี ใครที่อยากมีเกียรติ จำเป็นต้องให้เกียรติผู้อื่นก่อน สังคมของเราจะได้น่าอยู่ Jurgen Klopp